วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558

Self-flying airplane

ข่าวดังเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเห็นจะไม่พ้นข่าว นักบินผู้ช่วยจงใจบังคับเครื่องบิน GermanWings 9525 ชนเทือกเขา Alps ทำให้ผู้โดยสาร 144 คน และลูกเรืออีก 6 คน รวมเป็น 150 คนเสียชีวิตทั้งลำ

เริ่มแรกทีเดียวเจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญกับการหาสาเหตุการตกเกิดจากเครื่องขัดข้อง แต่หลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ได้เก็บกู้ซากเครื่องบันทึกเสียงในห้องนักบินได้ ก็ทำให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นักบินที่สองเป็นสาเหตุ เป็นผู้ขังนักบินที่หนึ่งนอกห้องนักบิน หลังจากที่ออกไปทำธุระในห้องน้ำ มีเสียงการสนธนาระหว่างของนักบินที่สองว่าไม่ต้องเป็นห่วง ไปเข้าห้องน้ำได้หลังจากที่เครื่องบินได้บินสู่ระดับ 38,000 ฟุต และควบคุมโดยการบินอัตโนมัติ

เมื่อนักบินที่หนึ่งกลับมา ก็พบว่าประตูถูกล๊อกไว้ ไม่สามารถเปิดได้ หลังจากนั้นเครื่องบินก็ถูกควบคุมให้ลดระดับลงจาก 38,000 ฟุต ลงไปที่ 100 ฟุต จนกระทั่งเกิดเหตุชนกับเทือกเขา Alps ดังกล่าว

หลังจากเหตุการณ์นี้ เราคงจะได้ยินการป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ โดยความไม่พร้อมของนักบิน หรือความบกพร่องของนักบิน หนึ่งในการป้องกันก็คงจะเป็นการทดสอบสมรรถภาพทางจิตใจของนักบินอย่างสม่ำเสมอ โดยทางสายการบิน GermanWings หรือ Lufthansa มีการทดสอบความพร้อมของนักบินในการสมัครรับเข้าครั้งแรกเท่านั้น แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีการทดสอบแล้ว ในฝั่งทางด้านอเมริกาจะมีการทดสอบทุกๆ 6 เดือน

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม การทดสอบทุกๆ 6 เดือน จะทำให้ผู้โดยสารมั่นใจได้อย่างไรว่า นักบินจะไม่เกิดอาการผิดปกติ มีความเครียดเกิดขึ้นและก่อเหตุรุนแรงเช่นที่ผ่านมาอีก เราคงตอบไม่ได้มากนักว่าอะไรจะเกิดขึ้นในใจนักบิน และจะมีผลอย่างไร ความเครียดในแต่ละคนก็มีผลให้เกิดความรุนแรงได้แตกต่างกันไป

แต่ที่แน่ๆคือ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่สำคัญก็คือ มนุษย์ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า มนุษย์ จะไม่เกิดการบกพร่องทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ และปัจจัยดังกล่าวนี้ก็จะนำไปสู่การคุยกันว่านำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ในการควบคุมแทนมนุษย์ ได้หรือไม่

ปัจจุบันนี้ เราได้ใช้ระบบควบคุมการบินอัตโนมัติมาใช้เป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยการใช้งานที่เราได้ยินกันก็มักจะเป็นการควบคุมการบินเมื่อเครื่องบินได้ไต่ระดับจนถึงระดับความสูงที่ต้องการ ก็จะตั้งให้เครื่องบินบินในทิศทางที่ต้องการและระดับความสูงที่ต้องการเท่านั้น นอกจากนั้นยังเห็นการใช้ในการลดระดับการบิน หรือเพิ่มระดับการบินได้เช่นเดียวกัน

คำถามคือ เป็นไปได้มั้ยที่เราจะเอาระบบการบินอัตโนมัติมาใช้สำหรับควบคุมการบินทั้งระบบ นักบินเป็นเพียงคนคอยกำกับดูแล ถ้าไม่มีปัญหาเกิดขึ้น นักบินไม่มีสิทธิ์สั่งงานเหนือคอมพิวเตอร์ หรืออย่างน้อยเราควรใช้การควบคุมการบินอัตโนมัติเพื่อป้องกันการก่อการร้าย หรือการบังคับเครื่องบินให้เกิดความเสียหายได้หรือไม่ เราเห็น Google ได้นำเอาเทคโนโลยีมาใช้กับการควบคุมรถยนต์โดยไม่มีคนขับได้แล้ว ในบริบทของเครื่องบิน น่าจะทำได้ง่ายกว่าในแง่ของจำนวนเครื่องบินที่บิน และข้อมูลของท้องฟ้า ภูมิประเทศที่บินผ่าน คงเป็นประเด็นให้คิดกันได้อีกมากมาย

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2558

ditto

Ditto เป็นคำที่ได้ยินครั้งแรกในหนังเรื่อง Ghost เล่นโดย Patrick Swayze และ Demi Moore ปี 1990 นานมากแล้ว

Ditto ใช้ในความหมาย เช่นเดียวกัน เหมือนกัน โดยมีที่มาจากภาษาอิตาลี เวลาพูดวันที่หลายๆวันในเดือนเดียวกัน ปีเดียวกัน เช่น

13 March 1995
14 Ditto
15 Ditto
20 Ditto 

เวลาเขียนก็จะใช้สัญลักษณ์ที่เรียกว่า Ditto mark (") ภาษาไทยเรียกว่า บุพสัญญา นั่นเอง

ในภาพยนต์เรื่อง Ghost, Sam จะบอกรับ Molly ด้วยการใช้คำว่า Ditto ทุกครั้งที่ Molly บอกรัก Sam เป็นการบอกว่า เช่นเดียวกัน เหมือนกัน แต่ไม่เคยบอก I love you ตรงๆ ทำให้ Molly ต้องน้อยใจเสมอ และคำๆนี้ก็ทำให้ Molly เชื่อว่า Sam เป็นผีกลับมาและ หมอผี Oda Mae (Whoopie Goldberg) ได้ยิน Sam โดยการให้ Oda Mae บอกว่าเขารัก Molly ด้วยคำว่า Ditto นั่นเอง

ใครไม่เคยดู ลองไปหาดูนะครับ รับรองว่าสนุก



วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2558

open

Open คำนี้ดูแล้วไม่น่ายากเลย แต่ผมรู้สึกสนใจกับคำๆนี้เป็นพิเศษ เพราะว่ามันทำให้ผมสับสนอยู่หลายๆครั้ง

Open ตาม Merriam-Webster ให้ความหมายดังนี้
1. having no enclosing or confining barrier
2. being in a position or adjustment to permit passage
3. completely free from concealment
4.  not covered with a top, roof, or lid

เวลาแปลเป็นไทย ผมก็จะแปลง่ายๆว่า เปิด นั่นเอง

ปัญหาของผมอยู่ตรงนี้แหละครับ คำแปลเป็นภาษาไทย ง่ายเกินไป

ทำไมเหรอครับ ก็เพราะว่า เปิด ในภาษาไทย เราใช้มันมากกว่าความหมายของคำว่า open ในภาษาอังกฤษหนะสิครับ เช่น

กลุ่ม 1 : เปิดประตู, เปิดม่าน, เปิดงานบอล, เปิดกระป๋อง

กลุ่ม 2 : เปิดทีวี เปิดไฟ เปิดวิทยุ

จากคำแปลของ Merriam-Webster จะเห็นว่า open ใช้กับความหมายในกลุ่มแรกเท่านั้น คือการเปิดเผยให้เห็นช่อง การเปิดเผยให้เห็นภายใน การเปิดสิ่งที่ปกปิดให้เห็นชัดเจน เช่น

He opened the door.
The prime minister opened the national conference.
My mom opens a can of fruit for our fruit salad.

แต่ ถ้าเราใช้
I open the TV to see my favorite cartoon program.

เป็นการใช้ผิดความหมายที่ผมใช้มันบ่อยมากๆเลย ถ้าเราพูดแบบข้างต้น คนฟังจะเข้าใจว่าเป็นการแกะ TV ออกมาดูเครื่องข้างในนะครับ ไม่ใช่เปิดเพื่อดูหนัง

This is what you'll get if you ask someone to open your TV!
ภาพจาก https://robinmurray.wordpress.com/2009/08/05/tv-fish-tank/


แล้วถ้าใช้เปิดทีวีในความหมายของเราคือความหมายในกลุ่มที่ 2 หละ เราใช้อะไร

ในภาษาอังกฤษ ความหมายเปิดนี้จะมีคำอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งก็คือ
turn on, switch on

Please turn on the TV for me.
Please switch the light on when you enter the room.

ถ้า ปิด ก็เป็น turn off หรือ switch off นะครับ ในความหมายนี้

แต่ถ้าความหมายตรงข้ามกับ open ก็ close ที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558

Mathematics - Collective noun (ทำไมต้องมี s)

เคยสงสัยกันมั้ยว่าทำไม Mathematics ถึงต้องเติม s  นอกจากนั้น ทำไมมันเป็นนามเอกพจน์
 
ถ้าตอบง่ายๆ สั้นๆ ก็คือ Mathematics เป็นคำนามกลุ่ม หรือ ฝรั่งเรียกว่า Collective noun
คำนามที่รวมเอาหลายๆสิ่งหลายๆอย่างเข้าด้วยกัน โดยถูกพิจารณาเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ก็ยังประกอบไปด้วยหลายๆส่วน เช่น Mathematics จะประกอบไปด้วย Arithmetic, Geometry, Trigonometry, etc. 
แต่เมื่อถูกพิจารณาเป็นกลุ่มก้อนไม่แยกจากกันแล้ว คำ Mathematics จึงถูกนับเป็นคำนามเอกพจน์ไป และใช้กับกริยาเอกพจน์ เช่น 
Mathematics is simple. ไม่ใช่ Mathematics are simple.
My favorite subject is Mathematics. ไม่ใช่ My favorite subject are Mathematics.
แต่ถ้าเราลองสาวไปให้ลึกกว่านี้หน่อย เราจะค้นพบว่า
Mathematics มีรากศัพท์มาจากคำกรีกคำว่า manthanein ที่แปลว่า to learn และมีความสัมพันธ์กับภาษาอังกฤษคำว่า mind และ memory 
Mathematics เข้ามาใช้ในภาษาอังกฤษช่วงคริสตศตวรรษที่ 14 โดยเมื่อนำเข้ามาก็ได้พิจารณาว่ามันประกอบไปด้วยศาสตร์หลายๆแขนงรวมเข้าด้วยกัน ดังนั้นจึงมีการเติม s เข้าไปเพื่อแสดงถึงของหลายๆสิ่ง แต่การรวมกันได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว ดังนั้น มันจึงถูกนับเป็น นามเอกพจน์นั่นเอง

รากศัพท์กรีกข้างต้น ที่แปลว่า to learn ยังมีปรากฎใช้ในความหมายดั้งเดิม คือคำ polymath ที่หมายถึงผู้รอบรู้ศาสตร์หลายแขนง หรือ พหูสูตร นั่นเอง (คำ polymath ไม่มี s, ถ้าเติม s จะหมายถึงหลายๆคน)

นอกจากนั้นแล้ว Mathematics ยังถูกใช้ย่อเป็น Math อีกด้วย โดยคำย่อ Math จะไม่ใช้ในรูปพหูพจน์คือ ไม่มีการเติม s ซึ่งใช้กันมากในฝั่งอเมริกา

ปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงอีก คือ บ่อยครั้งเราจะเห็นรูปย่อ Maths ด้วยเช่นกัน ซึ่งรูปนี้ก็จะใช้กันในฝั่งของอังกฤษ ดังนั้นก็ไม่ต้องแปลกใจ ถ้าเห็นทั้งสองรูป อย่างไรก็ตามทั้งสองรูปจะเป็นคำนามเอกพจน์ทั้งคู่

ศัพท์ Collective noun ที่มีลักษณะเดียวกันกับ Mathematics มีใช้กันเยอะ ในพวกศาสตร์วิชาแขนงต่างๆ เช่น Physics, Linguistics, Acoustics. ยกเว้นคำ Arithmetic ไม่เติม s นะครับ

อ้างอิง
  1. http://www.word-detective.com/2011/05/math-vs-maths/
  2. http://www.etymonline.com/index.php?allowed_in_frame=0&search=mathematic&searchmode=none


วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558

อารมณ์ - Words expressing feeling

เคยเขียนเรื่อง feeling verbs แต่เขียนไว้แบบคร่าวๆมากๆ

เลยอยากพูดถึงเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง

http://media-cache-ec0.pinimg.com/736x/e8/c4/6d/e8c46df0c1feb3a40382984fdf494e83.jpg

ภาษาอังกฤษใช้คำแสดงอารมณ์โดยคำเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ในประโยค เช่น
I am happy for you.
They are mad at the shopkeeper.
She looks tired after her big tennis match.
They seem frustrated by the delay of their flight. 

สังเกตว่ามีคำอยู่สองกลุ่มที่ใช้แสดงอารมณ์ความรู้สึก
  1. คำคุณศัพท์ เช่น happy, sad, mad, angry, etc
  2. คำกริยาที่ถูกเขียนในรูป passive voice เช่น  excited, worried, frustrated, surprised, etc.
คำคุณศัพท์ในกลุ่มแรกคงไม่ค่อยสับสนเท่าไหร่นัก
แต่เรามักจะมีปัญหากับคำกริยาในกลุ่มที่สองที่ถูกเขียนในรูป passive voice ว่าทำไมต้องเป็น passive voice

วิธีที่ผมจะแนะนำให้ใช้ก็คือ คำแสดงอารมณ์พวกนี้แปลงมาจากคำกริยากลุ่มหนึ่ง ที่ถ้าเราแปลว่า
ทำให้ ... เช่น
excite = ทำให้ตื่นเต้น (เราชอบแปลว่าตื่นเต้น)
worry = ทำให้กังวล (ไม่ใช่ กังวล)
frustrate = ทำให้หงุดหงิด (ไม่ใช่ หงุดหงิด)
surprise = ทำให้ประหลาดใจ (ไม่ใช่ประหลาดใจ)

ดังนั้น
She excite her audience with her best ever piano performance. (เธอทำให้ผู้ชมตื่นเต้นกับการแสดงเปียโนของเธอ)
He worries his father with his poor grade this term. (เขาทำให้พ่อเขากังวลกับผลสอบที่ย่ำแย่เทอมนี้)

หลายๆคนมักจะเข้าใจผิดแปลประโยค 2 ประโยคข้างบนว่า
เธอตื่นเต้นกับการแสดง
เขาวิตกกังวลกับเกรดที่ไม่ดี

แล้วพบว่าการแต่งประโยคภาษาอังกฤษก็จะผิดไวยกรณ์ไปเป็น
She is exciting with her performance.
He is worrying with his poor grade.

เราจะไม่พบปัญหาข้างต้น ถ้าเราแปลคำกริยากลุ่มนี้โดยการเติมคำว่า ทำให้... ข้างหน้า

เมื่อแปลดังนี้แล้ว เราพบว่าเราสามารถใช้คำกริยาเหล่านี้แสดงอารมณ์ในรูปของคำคุณศัพท์ได้โดยการทำให้อยู่ในรูปของ passive voice

to be excited, to get excited, to be worried, to become frustrated, etc
และเราก็สามารถแปลให้เข้ากับความหมายของไทยได้คือ
ถูกทำให้ตื่นเต้น (รู้สึกตื่นเต้น), ถูกทำให้กังวล (รู้สึกกังวล), ถูกทำให้หงุดหงิด (รู้สึกหงุดหงิด) นั่นเอง

ดังนั้น ถ้าเราไม่แปลคำเหล่านี้ห้วนๆ เช่น
excite = ตื่นเต้น แต่ต้องแปลว่า ทำให้ตื่นเต้น
worry = กังวลใจ แต่ต้องแปลว่า ทำให้กังวลใจ
เราจะไม่พบกับปัญหาการเข้าใจผิดอีกต่อไปเลย

สรุปง่ายๆว่า คำกริยากลุ่มที่แสดงอารมณ์เหล่านี้ จะต้องแปลโดยมีคำว่า "ทำให้" อยู่ข้างหน้า และเมื่อใช้ในการแสดงอารมณ์ ความรู้สึก เราจะใช้ในรูป passive voice โดยทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ เช่น

I am worried about him.
She is excited to play at the big concert.
They were frustrated at the job.

สุดท้าย คำเหล่านี้มีอะไรบ้าง ลองดูได้จาก children's list of feeling words.

เลขยกกำลัง - power of numbers (ตอนที่ 2)

บทความที่แล้วเรื่องเลขยกกำลัง ได้เล่าถึงการคูณเลขจำนวนเดียวกันซ้ำๆกันหลายๆครั้ง นักคณิตศาสตร์ได้เห็นว่ามันมีการใช้งานที่บ่อยครั้ง แม้ในชีวิตประจำวันเราก็ยังเห็นการใช้งานดังเช่น การคิดดอกเบี้ยเงินฝากทบต้น ดังที่ได้กล่าวถึง จึงได้สร้างสัญลักษณ์ขึ้นมา เพื่อให้ง่ายในการเขียนและเข้าใจ

วันนี้ เราลองมาฟังเรื่องเล่า และ เห็นถึง "พลัง" ของการคูณเลขซ้ำๆกันจำนวนมากกันครับ

เรื่องเล่านี้มีการเล่าต่อๆกันมา ผมไม่แน่ใจที่มาว่ามาจากที่ใด แต่น่าจะมาจากอินเดีย เพราะเรื่องเล่านี้เกี่ยวข้องกับ เมล็ดข้าวและตารางหมากรุก เรื่องมีอยู่ว่า

พระราชาแห่งอินเดียองค์หนึ่ง ได้มีความพอพระทัยเป็นอย่างมากที่นักปราชญ์คนหนึ่งได้คิดค้นหมากเกมที่เรียกว่าหมากรุก ที่ประกอบไปด้วยเบี้ยต่างๆ และหลักการเดินหมากเกมบนตารางขนาด 8x8 ช่อง เล่ากันว่านี่คือต้นกำเนิดของหมากรุกในโลกนี้ ในช่วง ค.ศ. ที่ 6 และได้ถูกดัดแปลงไปในแต่ละประเทศทั่วโลก

พระองค์ทรงพอพระทัยอย่างมาก จึงได้กล่าวกับนักปราชญ์ผู้นั้นว่า ต้องการสิ่งใดให้เลือกได้ตามต้องการ นักปราชญ์ได้กล่าวว่า เขาต้องการเพียงเมล็ดข้าว โดยที่ให้จัดวางบนตารางหมากรุก ดังนี้
1 เมล็ดในช่องที่หนึ่ง,
ในช่องต่อไปให้เพิ่มจำนวนเป็น 2 เท่าของช่องก่อนหน้า,
ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั้งครบ 64 ช่องของตารางหมากรุก
พระราชาได้ยินเช่นนั้น ก็ทรงสรวลแล้วบอกว่า เจ้าช่างมักน้อยเสียจริงๆ แล้วก็สั่งคนไปจัดให้
 เมื่อคนจัดข้าวมาวาง จำนวนข้าวก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นทวีคูณ
จาก 1 เป็น 2 เป็น 4 เป็น 8, 16, 32, 64, 128, 256, 512, 1024, 2048, 4096, 8192, ..., ช่องสุดท้าย จะต้องวางข้าวให้ได้ถึง 2^63

http://www.singularitysymposium.com/images/Exponential_growth_chessboard_with_rice.jpg
และเมื่อนับจำนวนข้าวทั้งหมดแล้ว จะเป็นจำนวนเมล็ดถึง 2^64-1 เมล็ด หรือ 18,446,744,073,709,551,615 เมล็ด สิบแปดล้านล้านล้าน เมล็ด
มันมากแค่ไหนอาจจะนึกกันไม่ออก ลองดูน้ำหนักกันดีกว่า
ให้ข้าวซัก 10 เมล็ดหนักสัก 1 กรัม 
ดังนั้น 1 กก จะมีข้าวประมาณ 10,000 เมล็ด
ข้าว 1 ตัน ก็จะมีปริมาณถึง 10,000,000 หรือ สิบล้านเมล็ด

แต่ข้าวของนักปราชญ์มีถึง 18 ล้านล้านล้าน เมล็ด ดังนั้นจะหนักโดยประมาณ 1.8 ล้านล้านตัน
จากสถิติการส่งออกข้าวไทย เราส่งออกได้ในปี 2014 ประมาณ 9 ล้านตัน  ถ้าเราส่งออกในอัตราเช่นนี้ เราจะส่งข้าวถึง 5 แสนปีเลยทีเดียว

เห็นพลังของการคูณแล้วใช่มั้ยครับ นี่เพียงแค่คูณสอง 64 ครั้งเท่านั้น ถ้าคูณ 3 คูณ 4 หรือมากกว่านั้นจะเป็นอย่างไร

เรื่องเล่าอีกแนวหนึ่งจะบอกว่า พระราชาแข่งเล่นหมากรุกกับพระกฤษณะ โดยพระราชาจะให้ของตามคำขอของผู้ชนะ และปรากฎว่าพระกฤษณะชนะ จึงได้ขอเมล็ดข้าวตามเงื่อนไขข้างต้น เมื่อพระราชาจัดให้ตามคำขอ แต่ปรากฎว่า ไม่สามารถจัดให้ได้เพียงพอ พระกฤษณะจึงแสดงตนและบอกกับพระราชาว่าให้จัดข้าวให้กับผู้แสวงบุญที่จะเดินทางมาแสวงบุญในเมืองในปีต่อๆไปจนกระทั่งครบตามจำนวนได้ ดังนั้นจนถึงทุกวันนี้ผู้แสวงบุญก็ยังได้รับการจัดอาหารให้ทานฟรีในงานแสวงบุญต่างๆ อย่างไม่มีวันสิ้นสุด

วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2558

เลขยกกำลัง - power of numbers

คราวที่แล้วเล่าเรื่องสูตรคูณถูกสร้างขึ้นเพื่อทำให้ชีวิตการบวกเลขซ้ำๆกันหลายๆตัวง่ายขึ้น เราเปลี่ยนการบวกให้เป็นการคูณ เพราะเรามีตารางสูตรคูณอยู่ในหัวเราแล้ว เราก็สามารถบวกเลขจำนวนซ้ำกันได้อย่างง่ายดาย

คราวนี้เราจะมาพูดถึงการคูณเลขซ้ำๆกันหลายๆตัวบ้าง

2 x 2 x 2 x 2 x 2 x ... x 2 (2 คูณกัน 10 ตัว) = ?
ถ้าเรารู้แค่การคูณเราก็จะคูณมันไปทีละตัวจนกระทั่งครบ 10 ตัว แล้วคำตอบก็จะได้ออกมา = 1024

การคูณกันซ้ำๆกันหลายๆตัว นักคณิตศาสตร์ก็สร้างสัญลักษณ์ใหม่ให้ แทนการเขียนแบบยาวๆเต็มๆ โดยเรียกมันว่า เลขยกกำลัง (power of numbers หรือ exponent of numbers)  ดังนั้น

 2 x 2 x 2 x 2 x 2 x ... x 2 (2 คูณกัน 10 ตัว) ก็แทนได้ด้วย 2^10
3^6 คือ 3 คูณกัน 6 ตัว เป็นต้น ทำให้กระชับและเข้าใจไม่ยาก

ทีนี้เลขคูณซ้ำๆกันมันมีใช้ในชีวิตประจำวันเราด้วยเหรอ

คำตอบคือ มีครับ นึกออกมั้ยครับ เรื่องสำคัญเสียด้วย

เรื่องเงินๆทองๆนี่เอง น่าจะพอนึกกันออกแล้ว

http://u.realgeeks.media/coastalcarolina/rising-interest-rates-new-image1.jpg


ถ้าเราฝากเงินกับธนาคาร เราก็จะได้ดอกเบี้ย ซึ่งการคิดดอกเบี้ย เช่น 5% ของเงินฝาก (D) ก็คิดได้ดังนี้

5 x D/100 หรือ 0.05 x D

ถ้าเราฝากเงิน 10,000 บาท ครบ 1 ปี เราก็จะได้ดอกเบี้ย 500 บาทมากินขนม

ทีนี้ถ้าเราไม่เอาดอกออกมากินขนม ธนาคารก็จะฝากให้เราต่อ กลายเป็นปีต่อไปเรามีเงินต้น 10,500 บาท แล้วได้ดอกเบี้ยอัตราเท่าเดิม ใ

ในปีที่สอง เราก็จะได้ ดอกเบี้ย 0.05 x 10,500 = 525 บาท
ปีที่ 3, 4 ,5 ต่อๆไปเราก็คิดเช่นเดิม

จะเห็นว่า การคิดดอกเบี่ยทบต้นคือการเอาอัตราดอกเบี้ยคือ 0.05 คูณไปเรื่อยๆตามจำนวนปีที่เราฝาก เราก็จะได้ดอกเบี้ยในปีสุดท้าย

แต่ถ้าเราต้องการหาเงินต้นรวมดอกเบี้ย เราก็เอา 1.05 คูณ ซ้ำๆเท่าจำนวนปีนั้นเอง เราก็จะได้เงินที่เราจะได้รับทั้งหมด
เงินฝากรวมดอกเบี้ย = (1.05 ^ n) * D
โดย n คือจำนวนปีที่ฝาก และ D คือเงินต้น

ลองดูอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่อาจจะไม่เกิดมากนักในชีวิตประจำวัน แต่จะเกิดในการทำงานที่มีการจัดหมวดหมู่ของสินค้าหรือข้าวของ

กองพลทหารประเทศหนึ่ง แบ่งออกเป็น 10 กองพัน แต่ละกองพัน แบ่งออกเป็น 10 กองร้อย แต่ละกองร้อย ควบคุมทหาร 10 หมู่ โดยแต่ละหมู่ประกอบด้วยทหาร 10 นาย รวมแล้วประเทศนี้มีทหารทั้งสิ้นกี่นาย

ปัญหาเช่นนี้คือการแบ่งซอยย่อยของสินค้า สิ่งของ จำนวนคน จำนวนสัตว์ กระจายลงไปทีละชั้นทีละชั้น ดังนั้นในแต่ละชั้นจึงต้องใช้การคูณในการหาคำตอบ
http://magictravelblog.com/wp-content/uploads/2012/10/A-Parade-Of-Miniature-Soldiers-Miniatures-Museum-Of-Taiwan.jpg

1 กองพล = 10 กองพัน = 10 x 10 กองร้อย = 10 x 10 x 10 หมู่ทหาร = 10 x 10 x 10 x 10 นายทหาร (10^4 นั่นเอง)  = 10,000 นายทหาร
 เห็นกันมั้ยครับว่า เลขที่เราเรียนๆมา มันได้ใช้ในชีวิตประจำวันเราจริงๆ

ยังไม่จบครับ ยังมีเรื่องเล่าสนุกๆเกี่ยวกับเรื่องยกกำลังต่อ ขอยกไปคราวหน้า โปรดติดตามกันนะครับ


วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2558

การบวก หรือ การคูณ

ตอนเด็กๆเราทุกคนต้องผ่านการเรียนการนับเลข เพราะมันคือพื้นฐาน
2+3 =5
5+7=12
ง่ายจุงเบย
แต่
3+3+3+3+3+3 = 18
เอิ่ม เริ่มยากขึ้นแฮะ ทำไมต้องบวกเลขซ้ำๆกันหละ มันเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันด้วยเหรอ คิดแล้ว มันคงยากนะที่เราต้องมาบวกเลขซ้ำๆกันหลายๆตัว แต่มันก็เกิดขึ้นได้นะ ลองดูซิ

ร้านก๋วยเตี๋ยวขายก๋วยเตี๋ยวจานละ 25 บาท ลูกค้ากลุ่มหนึ่ง 10 คน กินคนละ 2 ชาม ขายได้เงินเท่าไหร่ โจทย์แบบนี้เป็นโจทย์ที่เกิดขึ้นจริง เกิดได้ทุกๆวัน ถ้าเรารู้การบวกเราก็บวกไปสิ ใช่มั้ยครับ 25+25+25+... (20 จาน) ยังไม่มาก แต่ถ้ามากกว่านี้หละ

โรงเรียนหนึ่งสั่งซื้อดินสอ 10,000 แท่ง กับร้านเครื่องเขียนแห่งหนึ่ง ในราคาแท่งละ 3 บาท เจ้าของบวกเลขเป็นครับ แต่จะต้องบวกถึง 10,000 ครั้งแหนะ จิ้มเครื่องคิดเลขคงจิ้มจนมือหงิกกว่าจะได้คำตอบว่าต้องคิดเงินเท่าไหร่

ไม่ได้ที เราก็เลยต้องเรียนการคูณ เรารู้ว่าการคูณคือการหาคำตอบของการบวกเลขซ้ำๆกันหลายๆตัว เช่น 3+3+3+3+3+3 เราเขียนว่า 6x3 (หรือ 3 บวกกัน 6 ครั้ง)

จึงเป็นที่มาของการเรียนท่องสูตรคูณ 12 แม่ นั่นเอง เราท่องกันได้ท่องกันดีท่องไปทำไม

คำตอบคือเราท่องเพื่อให้เรามีภาพการบวกจำนวนซ้ำๆกันหลายๆจำนวนอยู่ในหัวเรา เพื่อให้เราสามารถทำการบวกได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง เช่น

5+5+...+5 (9 ครั้ง) เราก็บอกว่ามันคือ 9x5 แล้วเราก็จำได้ว่า 9x5 = 45 จบ (ถ้าเราจำไม่ได้ เราก็ต้องมานั่งบวกทีละตัวทีละตัว ก็เสียเวลาเราอีก จริงมั้ย

ดังนั้น เราแลกการบวกเลขให้เร็วขึ้นโดยการจำว่าบวกเลขเท่านี้ตัวได้เท่าไหร่ ซึ่งก็คือเราจำตารางสูตรคูณไว้ในหัวเรานั่นเอง

 Carl Friedrich Gauss เป็นนักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมันที่แสดงความสามารถทางคณิตศาสตร์ตั้งแต่เด็ก ในวันหนึ่งในชั้นเรียนคุณครูคณิตศาสตร์ที่สอนในชั้นเรียน ได้สั่งงานให้เด็กๆทำคือให้หาคำตอบของการบวกเลข 1+2+3+...+100 คือเอา 1+2+3 บวกไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงเลข 100 ได้คำตอบเท่าไหร่

ครูหวังว่าเด็กจะใช้เวลาพักใหญ่เลยทีเดียวในการได้คำตอบ และหวังว่าจะได้นั่งอย่างสงบพักใหญ่ด้วย แต่ไม่เพียงจะได้เดินไปนั่งเก้าอี้ Gauss ก็ยกมือขึ้นตอบว่าคำตอบคือ 5050 ครับ

ด้วยความแปลกใจว่า Gauss โกง หรือรู้คำตอบมาก่อนหรือเปล่า จึงได้ถามไปว่าคิดอย่างไร ทำไมถึงได้คำตอบเท่านั้น

Gauss จึงตอบว่า ถ้าเราเอา 1+100, 2+99, 3+98,... จะเห็นว่าทุกคู่มีคำตอบเท่ากับ 101 แลมันมีเลข 101 อยู่ 50 คู่ ดังนั้น 50x101 ก็ได้ 5050 

ช่างมหัศจรรย์จริงๆ สำหรับเด็กคนหนึ่งที่สามารถมองคุณสมบัติการบวกเลขที่ไม่ต้องเรียงลำดับการบวก หรือที่เราเรียกว่า การจัดกลุ่มการบวก โดยการนำเอาเลขคู่ที่บวกกันแล้วได้จำนวนที่เกิดขึ้นซ้ำๆกัน และใช้ประโยชน์ตรงนั้นด้วยการคูณ ซึ่งเราก็เรียนรู้โดยการจำไว้ในหัวเราแล้วมาคิดหาคำตอบแทน

การบวกเลขเป็นลำดับก็เป็นโจทย์หนึ่งที่นักเรียนสมัยนี้ต้องเรียนกัน และเรื่องเล่าของ Gauss ก็คงได้รับฟังกันต่อๆกันไปเรื่อยๆ

คณิตศาสตร์คือการทำสิ่งยากให้เป็นสิ่งง่าย เห็นด้วยมั้ยครับ
http://thesunnygirl.com/wp-content/uploads/2012/03/numbers.jpg

วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Daniel Sturridge's post on FB

ช่วงนี้เป็นช่วง World cup fever ในประเทศไทย เราลองมาเรียนภาษาอังกฤษจาก Super star's post on FB กันบ้างดีกว่า

Super star วันนี้คือ Daniel Sturridge ที่หลังลงแข่งนัด อังกฤษ-อิตาลี ก็ได้โพสข้อความว่า

"Woke up and literally lived a dream last night. On thing missing was a decent result which was minimum a draw. We'll come back stronger! Played some good football just didn't get the breaks. Thanks to the support from the fans. Much appreciated."


เอาหละครับ ถ้าเกิดไม่รู้ข่าว ไม่ชอบบอลเลย ไม่ดูบอลด้วย เกิดมาอ่านข้อความนี้เข้า อย่างน้อยเราจะสามารถจับอารมณ์ได้บ้างว่า ผู้โพส รู้สึกสมหวัง กับ ผิดหวัง ปนๆกันไป 

สมหวัง อ่านได้จาก "literally lived a dream", "Played some good football"
คำว่า literally มักใช้เวลาที่เน้นย้ำ สิ่งที่พูดมันเป็นตามคำพูดจริงๆ ไม่ใช่ความหมายเป็นนัยซ่อน หรือแฝงความหมายไว้ (ถ้าเป็นอย่างนั้นจะใช้คำว่า figuratively)

Something that's said figuratively isn't intended to be taken as the literal truth, but as a symbol of something, or as emphasis.

Sturridge โพสว่า เมื่อคืนนอนหลับและใช้ชีวิตเหมือนฝันจริงๆ คือเล่นฟุตบอลได้ดี

ส่วน ในแง่ผิดหวัง ก็สามารถอ่านได้จาก " On thing missing was a decent result", "just didn't get the breaks" หมายความว่าผู้โพส ไม่ได้รับผลที่ดี (ถ้าไม่รู้ผล ไม่ได้ดูบอล ก็เดาได้ว่าน่าจะแพ้ เพราะมีต่อว่า อย่างต่ำน่าจะเสมอ)

ส่วน just didn't get the breaks เป็นสำนวน มีความหมายว่า โชคไม่ดีเลย โชคไม่เข้าข้าง ดวงไม่ดี หาทางออกไม่เจอ อะไรทำนองนั้น

ครับ ถึงแม้จะไม่บ้าบอล ก็เรียนภาษาอังกฤษได้ แต่ถ้าบ้าบอลแล้วจะยิ่งสนุกใหญ่ เพราะถ้ารู้ผลบอลว่า โดยรวม ถึงแม้อังกฤษจะแพ้อิตาลีไป แต่โดยรวม Sturridge เล่นได้ดีในเกม แถมยังยิงได้ 1 ประตู และเป็นประตูแรกของเขาในบอลโลกอีกด้วย Bravo!


วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Eugene Goostman

Eugene Goostman เป็นเด็กชายอายุ 13 ปี เป็น chatbot สัญชาติรัสเซีย ที่ผ่านการทดสอบ Turing Test

ลองคุยกับ Eugene (EG) ได้ที่ www.princetonai.com

me: hello
EG: Nice to meet you! Please tell me how you found me and what you'd like to discuss :-)
me: I found you from the news and I like to know more about you.
EG: You know, my life is not very interesting - home-school-street-home-school-street.... I know you are supposed to trick me.
me: But I would think that your life must be a unique one. So please tell me about your school. 
EG: I attend an ordinary school in Odessa, my native city. Its number is 28 if it makes any difference to you.
me: Where is Odessa?
EG: My city is really nice! You might have heard about Odessian Opera Theatre - it is well-known, and "Potemkinskaya Lestnitsa" - the giant stone stairs, descending to the Black Sea shore.
me: No, never heard of them.
EG: You definitely should pull corks out from your ears! Could you tell me about your job, by the way?
me: I am an engineer. My job is to fix things that people break.
EG: Don't even bother me with the fact that you are an engineer your job is to fix things that persons break Oooh. Anything else?
me:  Seem that my life is not interesting to you. Let's talk more about you then.
EG: You know, my life is not very interesting - home-school-street-home-school-street.... Did I forget it or you really haven't told me about the place you are from?

555 EG เริ่มหมดมุก ใช้ประโยคซ้ำ  

 อะไรคือ chatbot 

chatbot ก็คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนขึ้นสำหรับพูดคุยกับคนจริงผ่านทางอินเตอร์ เน็ตโดยการพิมพ์คุยกัน เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็มี chatbot สัญชาติเกาหลีใต้ตัวหนึ่งเป็นที่ฮิตมากของชาวไทย ถ้ายังจำกันได้ มันคือ Simsimi นั่นเอง Eugene Goostman (EG) ก็เป็น chatbot ตัวหนึ่ง

สิ่ง พิเศษของ  EG ก็คือ มันเพิ่งผ่านการทดสอบ Turing Test ที่ไม่เคยมี chatbot ตัวไหนผ่านมาก่อนเลย EG เป็นรายแรกที่สามารถผ่านการทดสอบ Turing Test ได้

แล้วอะไรคือ Turing Test, 

Turing Test ก็คือการทดสอบว่า chatbot ที่ผู้ทำการทดสอบคุยด้วยแล้ว ถ้าผ่านการทดสอบก็หมายความว่า chatbot ตัวนั้นสามารถหลอกให้คนที่คุยด้วยเข้าใจว่าเป็น คน จริงๆ การจะผ่านการทดสอบ จะต้องหลอกคนคุยด้วยได้มากกว่า 30% หรือคุยด้วย 100 ครั้ง คนคุยด้วยจะต้องถูกหลอกว่าอีกฝั่งที่คุยกับเราเป็นคน ถึง 30 ครั้ง และ EG ก็สามารถทำได้ถึง 33% ด้วยกัน 

ผู้สร้าง EG ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า 
"Our main idea was that he can claim that he knows anything, but his age also makes it perfectly reasonable that he doesn't know everything," said Vladimir Veselov, one of the Eugene's creators, to Griffin. "In the field of Artificial Intelligence there is no more iconic and controversial milestone than the Turing Test, when a computer convinces a sufficient number of interrogators into believing that it is not a machine  but rather is a human. Having a computer that can trick a human into thinking that someone, or even something, is a person we trust is a wake-up call to cybercrime."

"ความ คิดหลักของเราคือเขาอ้างว่าเขารู้ทุกอย่าง แต่อายุของเขา (13 ปี) ทำให้คนคิดว่าเขาไม่ได้รู้ทุกอย่าง"  ผู้สร้าง Eugene กล่าว "ในการศึกษาด้าน AI ไม่มีสิ่งใดสำคัญยิ่งกว่า Turing Test เมื่อคอมพิวเตอร์สามารถหลอกให้คนจำนวนหนึ่งเชื่อว่าเขาเป็นคนจริงๆ ไม่ใช่สมองกล ถ้าคอมพิวเตอร์สามารถหลอกคนได้ มันจะเป็นสัญญาณเตือนภัยเรื่องอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว" 


ลองดูข่าวเต็มๆได้ที่นี่  Meet the first computer to pass the Turing Test.

me: สวัสดี
EG: Err... And what is was? Maybe it was something hexadecimal?


อิอิ EG ยังไม่เข้าใจภาษาไทย
ลองไปคุยดูกับ EG นะครับ แล้วอาจจะได้เพื่อนใหม่ที่เราคิดว่าเป็นเด็กอายุ 13 ปี จริงๆ








วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2557

หนังสือปกหนังมนุษย์ Human-skin-bound book

 มนุษย์มักทำเรื่องที่สัตว์อื่นๆไม่ทำกัน คำกล่าวนี้น่าจะเป็นจริงเสมอ ลองมาดูข้อความตัดจากข่าว CNN


Scientists and conservators carried out a series of tests on Houghton Library's copy of the French writer Arsene Houssaye's "Des destinees de l'ame" and concluded with 99.9% confidence that the binding material came from a human.

นักวิทยาศาสตร์และนักอนุรักษ์ได้ทำการ ทดสอบหนังสือในห้องสมุดโฮตันแต่งโดยนักเขียนชาวฝรั่งเศส อาเซน ฮูเซ เรื่อง "Des destinees de l'ame" (จุดหมายของวิญญาณ) และสรุปด้วยความมั่นใจถึง 99.99% ว่าปกได้ห่อหุ้มด้วยหนังของมนุษย์

conservator - นักอนุรักษ์
carry out (phrasal verb) - ปฏิบัติ ทำ
destinees (destiny) - จุดหมาย ปลายทาง
l'ame (soul) - จิตวิญญาณ
confidence - มั่นใจ
binding - ปกหนังสือ

สรุป ที่มาของข่าวนี้รายงานถึงหนังสือประหลาดเล่มหนึ่ง ที่ถ้าไปอ่านอาจจะไม่รู้สึกอะไร แต่จะคิดต่างไปหลังจากอ่านข่าวนี้แล้ว นั่นคือ ปกหนังสือเล่มนี้ได้ทำจากหนังมนุษย์ โดยที่นักแต่งหนังสือชาวฝรั่งเศสได้แต่งหนังสือเรื่อง จิตวิญญาณ ดังกล่าวขึ้นมา แล้วได้มอบให้เพื่อนที่เป็นหมอชื่อ Bouland เล่มหนึ่ง

ปัญหา คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น หากว่าหมอ Bouland ได้คิดว่าหนังสือดังกล่าวเหมาะกับการห่อปกหนังมนุษย์อย่างยิ่ง เขาได้เขียนโน๊ตทิ้งไว้ในหนังสือว่า

"A book about the human soul deserved to have a human covering," he wrote.

โดยหนังมนุษย์ที่เขาใช้ห่อปกหนังสือนั้นมาจาก ศพของคนไข้ของเขานั่นเอง

อึ๋ย อ่านข่าวแล้วอยากลองไปอ่านหนังสือเล่มนี้กันมั้ยเอ่ย

วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Cougars - slang

เมื่อ โพสที่แล้วพูดถึง 'are you into a cougar?' ซึ่งเป็น slang ที่ใช้กัน โดยที่ผมเกร่นไว้ว่า Cougar จะหมายถึง Sexy woman in their 35s who likes to date younger man- ผู้หญิงที่มีอายุ 35 ขึ้นไป (โดยประมาณ)  และชอบควงผู้ชายที่อายุน้อยกว่า

ความหมายจาก etymonline บอกไว้ว่า
Cougar - Slang sense of "older woman (35-plus) who seeks younger males as sex partners" is attested by 2002; said in some sources to have originated in Canada, probably from some reference to predatory feline nature.

ผู้หญิง อายุ 35+ ที่ต้องการหาเพื่อนชายที่อายุน้อยกว่าเป็นคู่นอน ต้นกำเนิดระบุไว้ในปี 2002 โดยคาดว่าแหล่งกำเนิดมาจากแคนาดา ที่ใช้คำนี้เพราะธรรมชาติของ Cougar เป็นแมวนักล่า

ส่วนเว๊บ meriam-webster ให้ความหมายคล้ายๆกันคือ

slang :  a middle-aged woman seeking a romantic relationship with a younger man  

ส่วนคำอื่นๆที่มีความหมายคล้ายกันกับ Cougar คือ
puma - หมายถึงหญิงที่อายุน้อยกว่า cougar แต่ก็ชอบควงเด็กหนุ่มกว่าเช่นเดียวกับ cougar  

sugar mama - an older woman who buys extravagant gifts for a person and may/most likely will receive sexual favors, in return. (น่าจะคล้ายๆกับแม่ยกของไทย มักจะมีเงิน ร่ำรวย ชอบซื้อของให้ ชอบใช้เงินเพื่อแลกกับสิ่งที่ตนต้องการ เช่น เซ็กซ์)

hot mom - sexy mom (ใช้คุยกันระหว่างเพื่อน ความหมายทางดีหรือไม่ดีขึ้นกับบทสนทนาขณะนั้น)

hottie - an attractive person (อันนี้ใช้ได้ทั้งชายและหญิง และไม่อ้างอิงถึงอายุ)

ส่วน kitten, panther, sugar baby จะหมายถึงผู้หญิงสาวๆที่ชอบออกเดทกับผู้ชายอายุมากกว่า

ส่วนถ้าผู้ชายแก่ๆที่ชอบผู้หญิงสาวๆ ก็จะมีคำต่อไปนี้
sugar daddy, rhino
Trout = 40 something male hanging out in clubs looking for younger females to prey on. (male Cougar)  ชายอายุ 40 ขึ้นที่ชอบหาสาวๆ

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

to be into

วันนี้อยู่ดีๆก็มีคนแอ๊ด MSN มา (เก่ามากเลยใช่มั้ย 555 ใครยังใช้อยู่ แสดงตนหน่อยครับ)

ทักมาว่า

" well I'm home for the summer from college, trying to get myself into some trouble ;) lol are you into college girls or cougars?"

เขาคงอยากจะให้ผมไปเข้าเว๊บวับๆแวมๆอะครับ ถามมาว่า "Are you into college girls or cougars?"

"สนใจเด็กมหาลัย หรือว่า สาวใหญ่เซ็กซี่คะ"

to be into = to be interested (ไม่ใช่ to be interesting)

Are you into a movie tonight?
สนใจจะไปดูหนังคืนนี้มั้ย

I am into traveling aboard this summer. Does anyone want to join?

ส่วน คำว่า Cougar นั่นก็เป็น slang ที่ใช้หมายถึงสาวใหญ่เซ็กซี่ที่มักชอบเดทกับเด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่านั่น แหละครับ คำอื่นๆที่มีความหมายทำนองเดียวกัน ก็มี Sugar mama, hot mom (จริงๆมีมากกว่านี้ แต่เอาไว้อีกโพสต์ดีกว่า 555)


วันอังคารที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Good Times - Edie Brickell

ผม ฟังเพลง Good Times ครั้งแรกจากคอมพิวเตอร์ โดยมันมาใน windows 95 เป็นวิดิโอตัวอย่าง ฟังแล้วชอบมากๆ หลังจากที่คอมเครื่องนั้นได้ถูกโล๊ะไปแล้ว ก็ไม่ได้ฟังมันอีกเลย จนกระทั่งไม่นานมานี้ ขณะขับรถและเปิดวิทยุก็ได้ยินเพลง Good Times ขึ้นมา ทำให้รำลึกถึงความหลังและความชอบของเพลงนี้ขึ้นมาในทันที เลยลองมาค้นหาใน youtube ก็เจอหลายเวอร์ชั่น

good times เวอร์ชั่นบน windows 95

ทีนี้ลองมาดูเนื้อร้องกันนะครับ ซึ่งผมคิดว่ามีหลายจุดที่น่าสนใจ

คำศัพท์
appealing - attracting, pleasing (น่าดึงดูด น่าสนใจ)
beat up - old, worn-out, almost broken (โปเก โทรม)
walk you to the door - send you out, say good bye (ไปส่ง บอกลา)

Edie Brickell & New Bohemians Good Times lyrics

You don't even have to try
it comes easy for you
the way you move is so appealing it could make me cry
go out drivin' with my friends
in Bobby's big old beat up car
I'm with a lot of people, then I wonder where you are

คุณไม่ต้องพยายาม มันง่ายสำหรับคุณ
ท่าทางคุณมันช่างน่าดูเหลือเกินจนฉันอยากร้องออกมา
ฉันออกไปขับรถเล่นกับเพื่อนๆ
ในรถที่จะพังมิพังแหล่คันใหญ่ของบ๊อบบี้
ฉันอยู่กับคนเยอะแยะ แต่ฉันอยากรู้ว่าคุณอยู่ที่ไหน

Good times, bad times gimme some of that
Good times, bad times gimme some of that
Good times, bad times gimme some of that
Ooh woo ooh
เวลาดีๆ เวลาแย่ๆ ได้รับมาหมด

I don't wanna say goodbye
don't wanna walk ya to the door
I spent a little time with you, I want a little more

ไม่อยากบอกลาเลย ไม่อยากเดินไปส่ง
อยากอยู่กับเธออีกหน่อย อยากได้เวลาอีกนิด

Good times, bad times gimme some of that
Good times, bad times gimme some of that
Good times, bad times gimme some of that
ooh woo ooh

(male spoken part)

And baby really, I don't have to...
I don't have to go anywhere right now.
You want some more, you want some more a' this
Edie, whatever you want baby, just,
say it
aaaaaaaah, just say it

ที่รัก ผมยังไม่ต้องไปตอนนี้ ถ้าคุณต้องการเวลาอีก อีดี้
อะไรที่คุณต้องการ แค่บอกมา บอกผมมา

Good times, bad times gimme some of that
Good times, bad times gimme some of that
Good times, bad times gimme some of that
Ooh woo ooh

Now want those good, good ,good times
and not those bad, bad, bad times
I want those good, good, good ,good times
gimme some that..........
ต้องการเวลาดีๆ ไม่เอาเวลาแย่ๆ ให้ฉันหน่อยนะ


ลอง สังเกตวลี Bobby's big old beat up car จะเห็นว่ามีคำขยายนำหน้า car ตั้งหลายคำ ภาษาอังกฤษมีหลักการในการเรียงลำดับ ตรงนี้อาจจะต้องอ่านบ่อยๆ แล้วจะพอที่จะจับหลักได้
หลักการที่ใช้มีลำดับดังนี้
  1. Determiners – a, an, the, my, your, several, etc.   (ฺBobby's)
  2. Observations – lovely, boring, stimulating, etc.
  3. Size – tiny, small, huge, etc.                                   (Big)
  4. Shape – round, square, rectangular, etc.
  5. Age – old, new, ancient, etc.                                  (Old)
  6. Color – red, blue, green, etc.
  7. Origin – British, American, Mexican, etc.
  8. Material – gold, copper, silk, etc.
  9. Qualifier – limiters for compound nouns.             (Beat up)

That is my shining little oval new red Thai copper ruby ring.
สังเกตุว่าสิ่งที่อยู่ใกล้นามมักจะเป็นคุณสมบัติติดตัวมัน เช่น สภาพ วัสดุ สี
รองลงมาก็เป็นรูปร่าง ขนาด และ ถัดไปก็คือสิ่งที่ผู้บรรยายแสดงความเห็น ปริมาณ เจ้าของ

วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

กฎอัยการศึก Martial Law

วันที่ 20 พค. 2557 ผมตื่นมาทำงานเดินผ่านคุรุสภาเพื่อจะไปทำงานตามปกติ ก็สังเกตุเห็นทหารกองหนึ่ง มีจำนวนมากกว่าทุกที ปกติบริเวณนี้จะเป็นที่ตั้งของทหารในสถานการณ์การชุมนุมประท้วงของ กปปส ที่ผ่านมาอยู่แล้ว ไม่ได้รู้สึกแปลกอะไรมาก แต่รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของทหารที่แสดงอำนาจมากขึ้น

พอมาถึงที่ทำงาน ได้ยินข่าวว่า ผบ.ทบ. ประกาศกฎอัยการศึกไปตั้งแต่ ตี 3 ที่ผ่านมา โทรทัศน์แทบทุกช่องยังคงรายการตามปกติ ไม่ได้รู้สึกถึงความรุนแรงอะไร ศอ.รส ถูกยุบไปแล้ว กปปส ประกาศยกเว้นการเคลื่อนไหว เพื่อติดตามสถานการณ์

แล้วกฎอัยการศึกมันคืออะไร ตามประกาศเมื่อคืนอ้างถึงพรบ.กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 (หรือว่าผมดูผิด 2557 หรือเปล่า) จริงๆคือ 2457 นะครับ มาตราที่อ้างถึงคือ มาตรา 2 และ มาตรา 6

ถ้าดูตาม พรบ.กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ซึ่งประกาศในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและยกเลิก พรบ.กฎอัยการศึก พ.ศ 2450 และก็ใช้มาจนถึงปัจจุบัน อาจจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปล่าไม่แน่ใจครับ

ตาม พรบ มาตรา 2 ที่อ้างถึงในการประกาศกฎอัยการศึกคืนที่ผ่านมา


มาตรา 2 เมื่อเวลามีเหตุอันจำเป็นเพื่อรักษาความเรียบร้อยปราศจากภัย ซึ่งจะมาจากภายนอกหรือภายในราชอณาจักรแล้ว จะได้มีประกาศพระบรมราชโองการให้ใช้กฎอัยการศึกทุกมาตราหรือแต่บางมาตรา หรือ ข้อความส่วนใดส่วนหนึ่งของมาตรา ตลอดจนการกำหนดเงื่อนไขแห่งการใช้บทบัญญัตินั้นบังคับในส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอณาจักรหรือตลอดทั่วราชอณาจักร และถ้าได้ประกาศใช้เมื่อใด หรือ ณ ที่ใดแล้ว บรรดาข้อความในพระราชบัญญัติ หรือบทกฎหมายใดๆ ซึ่งขัดกับความของกฎอัยการศึกที่ให้ใช้บังคับต้องระงับและใช้บทบัญญัติของกฎอัยการศึกที่ให้ใช้บังคับนั้นแทน


าตรา 6 ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ผ่ายพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวกับการยุทธ การระงับปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อยและเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนต้องปฏิบัติตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร

จะเห็นได้ว่า พรบ กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ได้ให้อำนาจพระเจ้าอยู่หัว ณ ขณะนั้นในการประกาศใช้ตาม มาตรา 2 เพื่อความจำเป็นในการรักษาความสงบเรียบร้อยของราชอณาจักรไทย และให้มีผลครอบคลุมเหนือกฎหมายอื่นๆ ถ้ามีข้อความขัดแย้งกัน หมายความว่า ให้ปฎิบัติตามกฎอัยการศึกอย่างเดียว ในช่วงเวลานั้น

ส่วนมาตรา 6 นั้น ได้ให้อำนาจสูงสุดกับฝ่ายทหาร ในการระงับ ปราบปราม เจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่นๆที่มีหน้าที่เกียวกับการยุทธ (ฝ่ายตำรวจ) ต้องเชื่อฟังตามฝ่ายทหาร และปฏิบัติตามความต้องการของฝ่ายทหาร

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า จาก 2 มาตราดังกล่าว กฎอัยการศึกได้ให้อำนาจกับทหารเต็มที่ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ก็ให้มีการประกาศยกเลิกได้ ยังไม่ถือเป็นการปฎิวัติล้มล้างอำนาจของรัฐบาล รัฐบาลก็ยังคงมีอยู่ แต่ว่ารัฐบาลไม่มีอำนาจตาม พรบ อัยการศึกดังกล่าว

จะว่าไป ณ ปี 2457 เรายังอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่มีรัฐธรรมนูญปกครองเช่นทุกวันนี้ ถ้ามองในแง่นี้ การประกาศกฎอัยการศึกก็คือการมอบอำนาจสูงสุดให้ทหารจัดการนั่นเอง

สุดท้าย ลองมาดูศัพท์ Martial Law กันดีกว่า

Martial = of war, war like เกี่ยวกับสงคราม ความรุนแรง
Martial art = กังฟู
Mars = ดาวอังคาร (Martis = God of war)

วันพุธที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

สัญลักษณ์แทนเลขจำนวนมากๆ

หน่วย สิบ ร้อย พัน หมื่น แสน ล้าน

เป็นหลักที่เป็นฐานในการนับเลขของคนไทย

แต่ถ้าลองพิจารณาการนับเลขของคนตะวันตก (ฝรั่ง) กันบ้างหละ

เราจะเห็นว่าเขามีการนับทีละ 3 หลัก ตัวอย่างคือ
ones, tens, hundreds, thousands (หลักหมื่น หลักแสน ไม่มีคำเรียกเฉพาะ แต่ใช้ ten thousands กับ hundred thousands)
แล้วก็เป็นหลัก ล้าน (million) พันล้าน (billion) ล้านล้าน (trillion) พันล้านล้าน (quadrillion) ต่อไปเรื่อยๆ


ปัญหาคงจะไม่เกิด ถ้าฝรั่งทุกๆชาติใช้เหมือนๆกัน แต่ก็อย่างที่เรารู้ๆกันอยู่ อเมริกา กับ อังกฤษ มักจะมีความเห็นหลายๆอย่างไม่ตรงกัน ต่างคนก็ต่างบอกว่าของตัวเองดีกว่า รวมถึงการใช้ภาษาแทนความหมายที่ต่างกันด้วย

ที่เป็นปัญหากันมากๆ ก็คือความหมายของคำว่า billion ที่ใช้กันบ่อยๆ

ในอเมริกา billion จะหมายถึง พันล้าน (thousand millions)
แต่ในอังกฤษ จะหมายถึง ล้านล้าน (million millions)

ทำให้เวลาพูดกันถึงจำนวนนี้ กับคนต่างชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษ ก็ต้องอธิบายกันอย่างให้ชัดแจ้งเลยทีเดียวว่าเราหมายถึงจำนวนเท่าไหร่กันแน่

จากบทความ Name for Large Numbers โดย Russ Rowlett ได้กล่าวไว้ว่า คำว่า -illion เป็นรากศัพท์จากทางลาติน หมายความถึงเลขจำนวนมาก เมื่อเติมพยัญชนะเข้าไปข้างหน้า ก็จะทำให้มีความหมายเป็นเลขจำนวนต่างๆกันดังต่อไปนี้
mono-illion = million (n=1)
bi-illion = billion (n=2)
tri-illion = trillion (n=3)
และอื่นๆ (n=4,5,6,...)

ถ้าผู้อ่านสนใจเลขที่มากกว่านี้ ให้เข้าไปดูที่บทความข้างต้น Russ Rowlett เขียนไว้ครบเลยทีเดียว

ชาวอเมริกัน ให้ค่าต่างๆข้างต้นด้วยสมการ 10^(3n+3) ส่วนชาวอังกฤษจะแทนด้วยสมการ 10^(6n)
ดังนั้น million อเมริกันให้เท่ากับ 10^6 ส่วนอังกฤษก็ 10^6 ไม่มีปัญหา เหมือนกัน
billion อเมริกันให้เท่ากับ 10^9 คือ พันล้าน ส่วนอังกฤษเป็น 10^12 คือ ล้านล้าน

โชคยังพอจะเข้าข้างเราบ้าง ที่อเมริกาดันมีเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่สองดีกว่าทางยุโรป ซึ่งรวมถึงอังกฤษด้วย เลยทำให้ทางอเมริกาที่ยืนยันว่าจะใช้คำว่า billion ให้หมายถึง พันล้าน นั้น ทางยุโรปและอังกฤษต้องจำยอมรับค่านี้ไปด้วย ปัจจุบัน เราเลยใช้ค่า billion ในความหมายของ พันล้าน เป็นค่าที่คนทั่วไปเข้าใจกัน และไม่ค่อยจะเข้าใจผิดกันเท่าไหร่นัก

วันอังคารที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

identical twins

เมื่อพูดถึงแฝดเหมือน ผมเคยคิดแค่ว่าเป็นแฝดเกิดจากไข่ใบเดียวที่ผสมกับอสุจิตัวเดียวแล้วแยกเซลล์ออกเป็นสองคน ซึ่งถ้าแยกสมบูรณ์ก็จะเป็นแฝดเหมือนตามปกติ แต่ถ้าแยกตัวไม่สมบูรณ์ก็จะเป็นเหมือนกับแฝดสยาม อิน-จัน ที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้จนโตเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม เมื่อผมอ่านข่าวนี้
http://www.bbc.com/news/world-us-canada-27378520
ก็ได้พบกับศัพท์คำว่า Monoamniotic twins ซึ่งไม่รู้ว่ามันคืออะไร ก็เลยไปค้นดู ก็พบข้อมูลจาก
http://en.wikipedia.org/wiki/Monoamniotic_twins

บอกให้ทราบว่าจริงๆแล้ว แฝดเหมือน (identical twins) นั้นมีได้ทั้งหมด 4 รูปแบบด้วยกัน คือ
(ก่อนพูดถึงรูปแบบ ขออธิบายศัพท์ 2 คำคือ Chorionic กับ Amniotic โดย
 Chorionic หมายถึง เกี่ยวกับเยื่อหุ้มชั้นนอกของตัวอ่อนสำหรับการสร้างรกของตัวออ่น
 ส่วน Amniotic หมายถึง  เกี่ยวกับถุงนำ้คร่ำ นั่นเอง)

เมื่อรู้ดังนี้แล้วเราลองมาดู 4 รูปแบบของ แฝดเหมือนกันเลยดีกว่า

1. Dichorionic/Diamniotic twins เป็นแฝดเหมือนที่มีการแยกตัวกันสมบูรณ์ที่สุด โดยแฝดแต่ละคนจะมี รก (dichorion) และ ถุงน้ำคร่ำ (diamnion) ของตัวเอง โอกาสรอดชีวิตของ แฝดชนิดนี้สูงทีสุด
2. Monochorionic/Diamniotic twins เป็นแฝดเหมือนที่มีการแยกตัวกันโดยที่ยังแบ่งกันใช้รกชุดเดียวกัน (monochorion) แต่จะมีถุงน้ำคร่ำคนละถุงเป็นของตัวเอง โอกาสรอดชีวิตก็ยังมีสูงอยู่
3. Monochorionic/Monoamniotic twins เป็นแฝดที่ใช้รกและถุงน้ำคร่ำชุดเดียวกัน ทำให้โอกาสเกิดการพันกันของรก รกพันตัวอ่อน จึงมีโอกาสที่จะรอดชีวิตน้อยลง ข่าว BBC ด้านบนเป็นข่าวที่กล่าวถึงทารกแฝดหญิงประเภทนี้ (มักรู้จักกันในชื่อเล่นว่า Mo-Mo twins)
4. Conjoined twins แฝดประเภทนี้คนไทยรู้จักกันดีในนาม แฝดสยาม หรือ แฝดอิน-จัน คือนอกจากใช้รกและถุงน้ำคร่ำชุดเดียวกันแล้ว แฝดคู่นี้ยังไม่แยกตัวออกจากกันอย่างสมบูรณ์ หรือมีอวัยวะบางส่วนร่วมกัน โอกาสรอดชีวิตก็ขึ้นกับว่าใช้อวัยวะส่วนใดร่วมกัน สามารถผ่าตัดแยกจากกันได้หรือเปล่า

ทีนี้ลองอ่านข่าวดูแล้วลองดูประโยคที่น่าสนใจกันบ้างครับ

US twin baby sisters born holding hands - แฝดพี่น้องหญิงชาวอเมริกันจับมือกันขณะลืมตาดูโลก

Jillian and Jenna Thistlethwaite shared an amniotic sac and placenta, a rare condition known as monoamniotic birth. - จิเลียนและเจนน่า ธิเลธเวท แฝดเหมือนใช้รกและถุงน้ำคร่ำร่วมกัน ไม่เกิดขึ้นได้บ่อยนัก
Monoamniotic birth occurs in only one in 10,000 pregnancies. - แฝดเหมือนใช้ถุงนำ้คร่ำร่วมกันเกิดขึ้นเพียงหนึ่งในหมื่นครั้งของการตั้งครรภ์
สุดท้ายผมหวังว่าเด็กทั้งสองพี่น้อง Thistlethwaite จะเติบโตแข็งแรงและรักกันเหมือนที่จับมือกันออกมาตลอดไปครับ

วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2557

Liverpool vs. Chelsea

ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนว่าผมเป็นแฟนลิเวอร์พูล ผลการแข่งนัดล่าสุดกับเชลซี ก็เลยไม่เป็นที่ถูกใจของผมซักเท่าไหร่เพราะว่าลิเวอร์พูลแพ้ไป 0-2 ครับ :(

ลองมาดูพาดหัวข่าวกันหน่อยนะครับ

Mourinho's antics and tactics stun Liverpool.
ลูกเล่น และ แผนของมูรินโยทำให้ลิเวอร์พูลช๊อก

-antic = wildly playful, funny action (ลูกเล่น กลเม็ด)
-tactics = plan, strategy (แผน กลยุทธ)
-stun = shock, surprise (ทำให้อึ้ง ทำให้ช๊อก)


It was always going to be the Chelsea plan: kill time, knock Liverpool's usual blitz off its stride and seize on mistakes. It worked like clockwork.
 มันคือแผนของเชลซีตั้งแต่แรก: อู้เวลา ล่อให้เกมรุกอันดุดันของลิเวอร์พูลผิดพลาดแล้วฉวยโอกาส มันใช้งานได้ผลดีทีเดียว
blitz = all-out attack (เกมรุกดุดัน)
stride = to walk with a long step (เดิน ก้าวยาวๆ)
seize = to capture, to grasp with force (ยึด ฉวย)
work like clockwork = (idiom) to work reliably and dependability (ใช้การได้ดี ไว้ใจได้ว่าทำงาน)



Steven Gerrard's cruel slip ruins Anfield's romantic notion
สตีเวน เจอราร์ดผิดพลาดลื่นล้มสุดแสนจะทำลายความรู้สึกประทับใจที่แอนฟิลด์

-cruel = to cause grief or pain (เจ็บปวด โหดร้าย)
-ruin = destroy completely (ทำลาย)
-notion = conception or impression (ความประทับใจ)

Ok. I just got to go and lick my wounds. See you next post.
อืมม ต้องขอตัวไปนอนเลียแผลก่อนละครับ

วันอังคารที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557

Hitchhike

วันนี้เห็นข่าวเด็กอเมริกันอายุ 16 ปี ได้แอบปีนขึ้นไปในช่องเก็บล้อของเครื่องบินจาก San Jose ไปยัง Maui, Hawaii เป็นเวลาถึง 5 ชั่วโมง โดยบินด้วยความสูง 38,000 ฟุต หรือ 11,500 เมตร (ซึ่งสูงกว่ายอดเขาเอเวอเรสต์ ที่ 29,000 ฟุต หรือ 8,800 เมตร เสียอีก)

ที่ความสูงระดับนี้ อากาศจะเบาบางมาก ออกซิเจนก็ไม่มีเพียงพอ อุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์มากๆ เรียกว่าโอกาสที่จะรอดชีวิตมีได้น้อยมากๆ

เราลองมาดูพาดหัวข่าวภาษาอังกฤษกันเลยดีกว่า

Teen hitches ride to Hawaii in jet's landing gear -- and lives to tell the tale
วัยรุ่นขออาศัยช่องเก็บล้อเครื่องบินไปฮาวาย มีชีวิตรอดมาเล่าเรื่องราว

ศัพท์
hitch - เกาะเกี่ยว ขออาศัยเดินทางฟรี (hitchhike โบกรถเดินทางฟรี, hitchhiker นักเดินทางด้วยการโบกขออาศัยรถฟรี)
jet's landing gear - ช่องเก็บล้อเครื่องบิน
tell the tale - เล่าเรื่องราว

วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2557

Sewol Ship

ขอแสดงความอาลัยกับการสูญเสียของชาวเกาหลีใต้กับเรือ Sewol

เราลองมาดูว่าเรือ Sewol มีขนาด คุณสมบัติอะไรกันบ้างนะครับ

ก่อนอื่น เรือลำดังกล่าวมีชื่อว่า MV Sewol (MV ย่อมาจาก Motor Vessel หมายถึงเรือขนาดใหญ่ที่มีการขับเคลื่อนด้วยกำลังมอร์เตอร์)

Capacity (ความจุของเรือ)
Passengers:
Top level : 11
Middle : 484
Bottom : 426

Vehicles: 180
Container: 152

เรือลำนี้จุคนได้มากว่า 900 คน แบ่งห้องพักเป็น 3 ชั้น คือชั้นบน ชั้นกลาง และชั้นล่าง
นอกจากนั้นแล้ว ยังสามารถขน รถยนต์ ได้ถึง 180 คัน และตู้เก็บสัมภาระอีก 152 ตู้

Max Cruising Speed: 21 knots
Weight: 6,825 tonnes
Built: Japan 1994
Owner: Chonghaejin Marine Co. Ltd.

เรือลำนี้สร้างโดยประเทศญี่ปุ่น ปี 1994 ซื้อมาเป็นเรือโดยสารโดยบริษัท Chonghaejin Marine
เรือมีน้ำหนัก 6,825 ตัน ทำความเร็วได้ถึง 21 knots ประมาณเกือบๆ 40 km/hr

ศัพท์ที่เกี่ยวกับเรือที่เห็นในข่าว เช่น
Ship, Vessel, Ferry หมายรวมถึงเรือดังกล่าว
Helm ห้องควบคุมเรือ
Capsize, sink อับปาง จม
Hull ลำเรือ โครงเรือ

ตัวอย่างประโยค

The vessel - named Sewol - had been travelling from Incheon, in the north-west, to the southern resort island of Jeju.

The third officer was at the helm of the ferry that capsized off South Korea, investigators said.