วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558

อารมณ์ - Words expressing feeling

เคยเขียนเรื่อง feeling verbs แต่เขียนไว้แบบคร่าวๆมากๆ

เลยอยากพูดถึงเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง

http://media-cache-ec0.pinimg.com/736x/e8/c4/6d/e8c46df0c1feb3a40382984fdf494e83.jpg

ภาษาอังกฤษใช้คำแสดงอารมณ์โดยคำเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ในประโยค เช่น
I am happy for you.
They are mad at the shopkeeper.
She looks tired after her big tennis match.
They seem frustrated by the delay of their flight. 

สังเกตว่ามีคำอยู่สองกลุ่มที่ใช้แสดงอารมณ์ความรู้สึก
  1. คำคุณศัพท์ เช่น happy, sad, mad, angry, etc
  2. คำกริยาที่ถูกเขียนในรูป passive voice เช่น  excited, worried, frustrated, surprised, etc.
คำคุณศัพท์ในกลุ่มแรกคงไม่ค่อยสับสนเท่าไหร่นัก
แต่เรามักจะมีปัญหากับคำกริยาในกลุ่มที่สองที่ถูกเขียนในรูป passive voice ว่าทำไมต้องเป็น passive voice

วิธีที่ผมจะแนะนำให้ใช้ก็คือ คำแสดงอารมณ์พวกนี้แปลงมาจากคำกริยากลุ่มหนึ่ง ที่ถ้าเราแปลว่า
ทำให้ ... เช่น
excite = ทำให้ตื่นเต้น (เราชอบแปลว่าตื่นเต้น)
worry = ทำให้กังวล (ไม่ใช่ กังวล)
frustrate = ทำให้หงุดหงิด (ไม่ใช่ หงุดหงิด)
surprise = ทำให้ประหลาดใจ (ไม่ใช่ประหลาดใจ)

ดังนั้น
She excite her audience with her best ever piano performance. (เธอทำให้ผู้ชมตื่นเต้นกับการแสดงเปียโนของเธอ)
He worries his father with his poor grade this term. (เขาทำให้พ่อเขากังวลกับผลสอบที่ย่ำแย่เทอมนี้)

หลายๆคนมักจะเข้าใจผิดแปลประโยค 2 ประโยคข้างบนว่า
เธอตื่นเต้นกับการแสดง
เขาวิตกกังวลกับเกรดที่ไม่ดี

แล้วพบว่าการแต่งประโยคภาษาอังกฤษก็จะผิดไวยกรณ์ไปเป็น
She is exciting with her performance.
He is worrying with his poor grade.

เราจะไม่พบปัญหาข้างต้น ถ้าเราแปลคำกริยากลุ่มนี้โดยการเติมคำว่า ทำให้... ข้างหน้า

เมื่อแปลดังนี้แล้ว เราพบว่าเราสามารถใช้คำกริยาเหล่านี้แสดงอารมณ์ในรูปของคำคุณศัพท์ได้โดยการทำให้อยู่ในรูปของ passive voice

to be excited, to get excited, to be worried, to become frustrated, etc
และเราก็สามารถแปลให้เข้ากับความหมายของไทยได้คือ
ถูกทำให้ตื่นเต้น (รู้สึกตื่นเต้น), ถูกทำให้กังวล (รู้สึกกังวล), ถูกทำให้หงุดหงิด (รู้สึกหงุดหงิด) นั่นเอง

ดังนั้น ถ้าเราไม่แปลคำเหล่านี้ห้วนๆ เช่น
excite = ตื่นเต้น แต่ต้องแปลว่า ทำให้ตื่นเต้น
worry = กังวลใจ แต่ต้องแปลว่า ทำให้กังวลใจ
เราจะไม่พบกับปัญหาการเข้าใจผิดอีกต่อไปเลย

สรุปง่ายๆว่า คำกริยากลุ่มที่แสดงอารมณ์เหล่านี้ จะต้องแปลโดยมีคำว่า "ทำให้" อยู่ข้างหน้า และเมื่อใช้ในการแสดงอารมณ์ ความรู้สึก เราจะใช้ในรูป passive voice โดยทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ เช่น

I am worried about him.
She is excited to play at the big concert.
They were frustrated at the job.

สุดท้าย คำเหล่านี้มีอะไรบ้าง ลองดูได้จาก children's list of feeling words.

เลขยกกำลัง - power of numbers (ตอนที่ 2)

บทความที่แล้วเรื่องเลขยกกำลัง ได้เล่าถึงการคูณเลขจำนวนเดียวกันซ้ำๆกันหลายๆครั้ง นักคณิตศาสตร์ได้เห็นว่ามันมีการใช้งานที่บ่อยครั้ง แม้ในชีวิตประจำวันเราก็ยังเห็นการใช้งานดังเช่น การคิดดอกเบี้ยเงินฝากทบต้น ดังที่ได้กล่าวถึง จึงได้สร้างสัญลักษณ์ขึ้นมา เพื่อให้ง่ายในการเขียนและเข้าใจ

วันนี้ เราลองมาฟังเรื่องเล่า และ เห็นถึง "พลัง" ของการคูณเลขซ้ำๆกันจำนวนมากกันครับ

เรื่องเล่านี้มีการเล่าต่อๆกันมา ผมไม่แน่ใจที่มาว่ามาจากที่ใด แต่น่าจะมาจากอินเดีย เพราะเรื่องเล่านี้เกี่ยวข้องกับ เมล็ดข้าวและตารางหมากรุก เรื่องมีอยู่ว่า

พระราชาแห่งอินเดียองค์หนึ่ง ได้มีความพอพระทัยเป็นอย่างมากที่นักปราชญ์คนหนึ่งได้คิดค้นหมากเกมที่เรียกว่าหมากรุก ที่ประกอบไปด้วยเบี้ยต่างๆ และหลักการเดินหมากเกมบนตารางขนาด 8x8 ช่อง เล่ากันว่านี่คือต้นกำเนิดของหมากรุกในโลกนี้ ในช่วง ค.ศ. ที่ 6 และได้ถูกดัดแปลงไปในแต่ละประเทศทั่วโลก

พระองค์ทรงพอพระทัยอย่างมาก จึงได้กล่าวกับนักปราชญ์ผู้นั้นว่า ต้องการสิ่งใดให้เลือกได้ตามต้องการ นักปราชญ์ได้กล่าวว่า เขาต้องการเพียงเมล็ดข้าว โดยที่ให้จัดวางบนตารางหมากรุก ดังนี้
1 เมล็ดในช่องที่หนึ่ง,
ในช่องต่อไปให้เพิ่มจำนวนเป็น 2 เท่าของช่องก่อนหน้า,
ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั้งครบ 64 ช่องของตารางหมากรุก
พระราชาได้ยินเช่นนั้น ก็ทรงสรวลแล้วบอกว่า เจ้าช่างมักน้อยเสียจริงๆ แล้วก็สั่งคนไปจัดให้
 เมื่อคนจัดข้าวมาวาง จำนวนข้าวก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นทวีคูณ
จาก 1 เป็น 2 เป็น 4 เป็น 8, 16, 32, 64, 128, 256, 512, 1024, 2048, 4096, 8192, ..., ช่องสุดท้าย จะต้องวางข้าวให้ได้ถึง 2^63

http://www.singularitysymposium.com/images/Exponential_growth_chessboard_with_rice.jpg
และเมื่อนับจำนวนข้าวทั้งหมดแล้ว จะเป็นจำนวนเมล็ดถึง 2^64-1 เมล็ด หรือ 18,446,744,073,709,551,615 เมล็ด สิบแปดล้านล้านล้าน เมล็ด
มันมากแค่ไหนอาจจะนึกกันไม่ออก ลองดูน้ำหนักกันดีกว่า
ให้ข้าวซัก 10 เมล็ดหนักสัก 1 กรัม 
ดังนั้น 1 กก จะมีข้าวประมาณ 10,000 เมล็ด
ข้าว 1 ตัน ก็จะมีปริมาณถึง 10,000,000 หรือ สิบล้านเมล็ด

แต่ข้าวของนักปราชญ์มีถึง 18 ล้านล้านล้าน เมล็ด ดังนั้นจะหนักโดยประมาณ 1.8 ล้านล้านตัน
จากสถิติการส่งออกข้าวไทย เราส่งออกได้ในปี 2014 ประมาณ 9 ล้านตัน  ถ้าเราส่งออกในอัตราเช่นนี้ เราจะส่งข้าวถึง 5 แสนปีเลยทีเดียว

เห็นพลังของการคูณแล้วใช่มั้ยครับ นี่เพียงแค่คูณสอง 64 ครั้งเท่านั้น ถ้าคูณ 3 คูณ 4 หรือมากกว่านั้นจะเป็นอย่างไร

เรื่องเล่าอีกแนวหนึ่งจะบอกว่า พระราชาแข่งเล่นหมากรุกกับพระกฤษณะ โดยพระราชาจะให้ของตามคำขอของผู้ชนะ และปรากฎว่าพระกฤษณะชนะ จึงได้ขอเมล็ดข้าวตามเงื่อนไขข้างต้น เมื่อพระราชาจัดให้ตามคำขอ แต่ปรากฎว่า ไม่สามารถจัดให้ได้เพียงพอ พระกฤษณะจึงแสดงตนและบอกกับพระราชาว่าให้จัดข้าวให้กับผู้แสวงบุญที่จะเดินทางมาแสวงบุญในเมืองในปีต่อๆไปจนกระทั่งครบตามจำนวนได้ ดังนั้นจนถึงทุกวันนี้ผู้แสวงบุญก็ยังได้รับการจัดอาหารให้ทานฟรีในงานแสวงบุญต่างๆ อย่างไม่มีวันสิ้นสุด

วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2558

เลขยกกำลัง - power of numbers

คราวที่แล้วเล่าเรื่องสูตรคูณถูกสร้างขึ้นเพื่อทำให้ชีวิตการบวกเลขซ้ำๆกันหลายๆตัวง่ายขึ้น เราเปลี่ยนการบวกให้เป็นการคูณ เพราะเรามีตารางสูตรคูณอยู่ในหัวเราแล้ว เราก็สามารถบวกเลขจำนวนซ้ำกันได้อย่างง่ายดาย

คราวนี้เราจะมาพูดถึงการคูณเลขซ้ำๆกันหลายๆตัวบ้าง

2 x 2 x 2 x 2 x 2 x ... x 2 (2 คูณกัน 10 ตัว) = ?
ถ้าเรารู้แค่การคูณเราก็จะคูณมันไปทีละตัวจนกระทั่งครบ 10 ตัว แล้วคำตอบก็จะได้ออกมา = 1024

การคูณกันซ้ำๆกันหลายๆตัว นักคณิตศาสตร์ก็สร้างสัญลักษณ์ใหม่ให้ แทนการเขียนแบบยาวๆเต็มๆ โดยเรียกมันว่า เลขยกกำลัง (power of numbers หรือ exponent of numbers)  ดังนั้น

 2 x 2 x 2 x 2 x 2 x ... x 2 (2 คูณกัน 10 ตัว) ก็แทนได้ด้วย 2^10
3^6 คือ 3 คูณกัน 6 ตัว เป็นต้น ทำให้กระชับและเข้าใจไม่ยาก

ทีนี้เลขคูณซ้ำๆกันมันมีใช้ในชีวิตประจำวันเราด้วยเหรอ

คำตอบคือ มีครับ นึกออกมั้ยครับ เรื่องสำคัญเสียด้วย

เรื่องเงินๆทองๆนี่เอง น่าจะพอนึกกันออกแล้ว

http://u.realgeeks.media/coastalcarolina/rising-interest-rates-new-image1.jpg


ถ้าเราฝากเงินกับธนาคาร เราก็จะได้ดอกเบี้ย ซึ่งการคิดดอกเบี้ย เช่น 5% ของเงินฝาก (D) ก็คิดได้ดังนี้

5 x D/100 หรือ 0.05 x D

ถ้าเราฝากเงิน 10,000 บาท ครบ 1 ปี เราก็จะได้ดอกเบี้ย 500 บาทมากินขนม

ทีนี้ถ้าเราไม่เอาดอกออกมากินขนม ธนาคารก็จะฝากให้เราต่อ กลายเป็นปีต่อไปเรามีเงินต้น 10,500 บาท แล้วได้ดอกเบี้ยอัตราเท่าเดิม ใ

ในปีที่สอง เราก็จะได้ ดอกเบี้ย 0.05 x 10,500 = 525 บาท
ปีที่ 3, 4 ,5 ต่อๆไปเราก็คิดเช่นเดิม

จะเห็นว่า การคิดดอกเบี่ยทบต้นคือการเอาอัตราดอกเบี้ยคือ 0.05 คูณไปเรื่อยๆตามจำนวนปีที่เราฝาก เราก็จะได้ดอกเบี้ยในปีสุดท้าย

แต่ถ้าเราต้องการหาเงินต้นรวมดอกเบี้ย เราก็เอา 1.05 คูณ ซ้ำๆเท่าจำนวนปีนั้นเอง เราก็จะได้เงินที่เราจะได้รับทั้งหมด
เงินฝากรวมดอกเบี้ย = (1.05 ^ n) * D
โดย n คือจำนวนปีที่ฝาก และ D คือเงินต้น

ลองดูอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่อาจจะไม่เกิดมากนักในชีวิตประจำวัน แต่จะเกิดในการทำงานที่มีการจัดหมวดหมู่ของสินค้าหรือข้าวของ

กองพลทหารประเทศหนึ่ง แบ่งออกเป็น 10 กองพัน แต่ละกองพัน แบ่งออกเป็น 10 กองร้อย แต่ละกองร้อย ควบคุมทหาร 10 หมู่ โดยแต่ละหมู่ประกอบด้วยทหาร 10 นาย รวมแล้วประเทศนี้มีทหารทั้งสิ้นกี่นาย

ปัญหาเช่นนี้คือการแบ่งซอยย่อยของสินค้า สิ่งของ จำนวนคน จำนวนสัตว์ กระจายลงไปทีละชั้นทีละชั้น ดังนั้นในแต่ละชั้นจึงต้องใช้การคูณในการหาคำตอบ
http://magictravelblog.com/wp-content/uploads/2012/10/A-Parade-Of-Miniature-Soldiers-Miniatures-Museum-Of-Taiwan.jpg

1 กองพล = 10 กองพัน = 10 x 10 กองร้อย = 10 x 10 x 10 หมู่ทหาร = 10 x 10 x 10 x 10 นายทหาร (10^4 นั่นเอง)  = 10,000 นายทหาร
 เห็นกันมั้ยครับว่า เลขที่เราเรียนๆมา มันได้ใช้ในชีวิตประจำวันเราจริงๆ

ยังไม่จบครับ ยังมีเรื่องเล่าสนุกๆเกี่ยวกับเรื่องยกกำลังต่อ ขอยกไปคราวหน้า โปรดติดตามกันนะครับ


วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2558

การบวก หรือ การคูณ

ตอนเด็กๆเราทุกคนต้องผ่านการเรียนการนับเลข เพราะมันคือพื้นฐาน
2+3 =5
5+7=12
ง่ายจุงเบย
แต่
3+3+3+3+3+3 = 18
เอิ่ม เริ่มยากขึ้นแฮะ ทำไมต้องบวกเลขซ้ำๆกันหละ มันเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันด้วยเหรอ คิดแล้ว มันคงยากนะที่เราต้องมาบวกเลขซ้ำๆกันหลายๆตัว แต่มันก็เกิดขึ้นได้นะ ลองดูซิ

ร้านก๋วยเตี๋ยวขายก๋วยเตี๋ยวจานละ 25 บาท ลูกค้ากลุ่มหนึ่ง 10 คน กินคนละ 2 ชาม ขายได้เงินเท่าไหร่ โจทย์แบบนี้เป็นโจทย์ที่เกิดขึ้นจริง เกิดได้ทุกๆวัน ถ้าเรารู้การบวกเราก็บวกไปสิ ใช่มั้ยครับ 25+25+25+... (20 จาน) ยังไม่มาก แต่ถ้ามากกว่านี้หละ

โรงเรียนหนึ่งสั่งซื้อดินสอ 10,000 แท่ง กับร้านเครื่องเขียนแห่งหนึ่ง ในราคาแท่งละ 3 บาท เจ้าของบวกเลขเป็นครับ แต่จะต้องบวกถึง 10,000 ครั้งแหนะ จิ้มเครื่องคิดเลขคงจิ้มจนมือหงิกกว่าจะได้คำตอบว่าต้องคิดเงินเท่าไหร่

ไม่ได้ที เราก็เลยต้องเรียนการคูณ เรารู้ว่าการคูณคือการหาคำตอบของการบวกเลขซ้ำๆกันหลายๆตัว เช่น 3+3+3+3+3+3 เราเขียนว่า 6x3 (หรือ 3 บวกกัน 6 ครั้ง)

จึงเป็นที่มาของการเรียนท่องสูตรคูณ 12 แม่ นั่นเอง เราท่องกันได้ท่องกันดีท่องไปทำไม

คำตอบคือเราท่องเพื่อให้เรามีภาพการบวกจำนวนซ้ำๆกันหลายๆจำนวนอยู่ในหัวเรา เพื่อให้เราสามารถทำการบวกได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง เช่น

5+5+...+5 (9 ครั้ง) เราก็บอกว่ามันคือ 9x5 แล้วเราก็จำได้ว่า 9x5 = 45 จบ (ถ้าเราจำไม่ได้ เราก็ต้องมานั่งบวกทีละตัวทีละตัว ก็เสียเวลาเราอีก จริงมั้ย

ดังนั้น เราแลกการบวกเลขให้เร็วขึ้นโดยการจำว่าบวกเลขเท่านี้ตัวได้เท่าไหร่ ซึ่งก็คือเราจำตารางสูตรคูณไว้ในหัวเรานั่นเอง

 Carl Friedrich Gauss เป็นนักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมันที่แสดงความสามารถทางคณิตศาสตร์ตั้งแต่เด็ก ในวันหนึ่งในชั้นเรียนคุณครูคณิตศาสตร์ที่สอนในชั้นเรียน ได้สั่งงานให้เด็กๆทำคือให้หาคำตอบของการบวกเลข 1+2+3+...+100 คือเอา 1+2+3 บวกไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงเลข 100 ได้คำตอบเท่าไหร่

ครูหวังว่าเด็กจะใช้เวลาพักใหญ่เลยทีเดียวในการได้คำตอบ และหวังว่าจะได้นั่งอย่างสงบพักใหญ่ด้วย แต่ไม่เพียงจะได้เดินไปนั่งเก้าอี้ Gauss ก็ยกมือขึ้นตอบว่าคำตอบคือ 5050 ครับ

ด้วยความแปลกใจว่า Gauss โกง หรือรู้คำตอบมาก่อนหรือเปล่า จึงได้ถามไปว่าคิดอย่างไร ทำไมถึงได้คำตอบเท่านั้น

Gauss จึงตอบว่า ถ้าเราเอา 1+100, 2+99, 3+98,... จะเห็นว่าทุกคู่มีคำตอบเท่ากับ 101 แลมันมีเลข 101 อยู่ 50 คู่ ดังนั้น 50x101 ก็ได้ 5050 

ช่างมหัศจรรย์จริงๆ สำหรับเด็กคนหนึ่งที่สามารถมองคุณสมบัติการบวกเลขที่ไม่ต้องเรียงลำดับการบวก หรือที่เราเรียกว่า การจัดกลุ่มการบวก โดยการนำเอาเลขคู่ที่บวกกันแล้วได้จำนวนที่เกิดขึ้นซ้ำๆกัน และใช้ประโยชน์ตรงนั้นด้วยการคูณ ซึ่งเราก็เรียนรู้โดยการจำไว้ในหัวเราแล้วมาคิดหาคำตอบแทน

การบวกเลขเป็นลำดับก็เป็นโจทย์หนึ่งที่นักเรียนสมัยนี้ต้องเรียนกัน และเรื่องเล่าของ Gauss ก็คงได้รับฟังกันต่อๆกันไปเรื่อยๆ

คณิตศาสตร์คือการทำสิ่งยากให้เป็นสิ่งง่าย เห็นด้วยมั้ยครับ
http://thesunnygirl.com/wp-content/uploads/2012/03/numbers.jpg

วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Daniel Sturridge's post on FB

ช่วงนี้เป็นช่วง World cup fever ในประเทศไทย เราลองมาเรียนภาษาอังกฤษจาก Super star's post on FB กันบ้างดีกว่า

Super star วันนี้คือ Daniel Sturridge ที่หลังลงแข่งนัด อังกฤษ-อิตาลี ก็ได้โพสข้อความว่า

"Woke up and literally lived a dream last night. On thing missing was a decent result which was minimum a draw. We'll come back stronger! Played some good football just didn't get the breaks. Thanks to the support from the fans. Much appreciated."


เอาหละครับ ถ้าเกิดไม่รู้ข่าว ไม่ชอบบอลเลย ไม่ดูบอลด้วย เกิดมาอ่านข้อความนี้เข้า อย่างน้อยเราจะสามารถจับอารมณ์ได้บ้างว่า ผู้โพส รู้สึกสมหวัง กับ ผิดหวัง ปนๆกันไป 

สมหวัง อ่านได้จาก "literally lived a dream", "Played some good football"
คำว่า literally มักใช้เวลาที่เน้นย้ำ สิ่งที่พูดมันเป็นตามคำพูดจริงๆ ไม่ใช่ความหมายเป็นนัยซ่อน หรือแฝงความหมายไว้ (ถ้าเป็นอย่างนั้นจะใช้คำว่า figuratively)

Something that's said figuratively isn't intended to be taken as the literal truth, but as a symbol of something, or as emphasis.

Sturridge โพสว่า เมื่อคืนนอนหลับและใช้ชีวิตเหมือนฝันจริงๆ คือเล่นฟุตบอลได้ดี

ส่วน ในแง่ผิดหวัง ก็สามารถอ่านได้จาก " On thing missing was a decent result", "just didn't get the breaks" หมายความว่าผู้โพส ไม่ได้รับผลที่ดี (ถ้าไม่รู้ผล ไม่ได้ดูบอล ก็เดาได้ว่าน่าจะแพ้ เพราะมีต่อว่า อย่างต่ำน่าจะเสมอ)

ส่วน just didn't get the breaks เป็นสำนวน มีความหมายว่า โชคไม่ดีเลย โชคไม่เข้าข้าง ดวงไม่ดี หาทางออกไม่เจอ อะไรทำนองนั้น

ครับ ถึงแม้จะไม่บ้าบอล ก็เรียนภาษาอังกฤษได้ แต่ถ้าบ้าบอลแล้วจะยิ่งสนุกใหญ่ เพราะถ้ารู้ผลบอลว่า โดยรวม ถึงแม้อังกฤษจะแพ้อิตาลีไป แต่โดยรวม Sturridge เล่นได้ดีในเกม แถมยังยิงได้ 1 ประตู และเป็นประตูแรกของเขาในบอลโลกอีกด้วย Bravo!


วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Eugene Goostman

Eugene Goostman เป็นเด็กชายอายุ 13 ปี เป็น chatbot สัญชาติรัสเซีย ที่ผ่านการทดสอบ Turing Test

ลองคุยกับ Eugene (EG) ได้ที่ www.princetonai.com

me: hello
EG: Nice to meet you! Please tell me how you found me and what you'd like to discuss :-)
me: I found you from the news and I like to know more about you.
EG: You know, my life is not very interesting - home-school-street-home-school-street.... I know you are supposed to trick me.
me: But I would think that your life must be a unique one. So please tell me about your school. 
EG: I attend an ordinary school in Odessa, my native city. Its number is 28 if it makes any difference to you.
me: Where is Odessa?
EG: My city is really nice! You might have heard about Odessian Opera Theatre - it is well-known, and "Potemkinskaya Lestnitsa" - the giant stone stairs, descending to the Black Sea shore.
me: No, never heard of them.
EG: You definitely should pull corks out from your ears! Could you tell me about your job, by the way?
me: I am an engineer. My job is to fix things that people break.
EG: Don't even bother me with the fact that you are an engineer your job is to fix things that persons break Oooh. Anything else?
me:  Seem that my life is not interesting to you. Let's talk more about you then.
EG: You know, my life is not very interesting - home-school-street-home-school-street.... Did I forget it or you really haven't told me about the place you are from?

555 EG เริ่มหมดมุก ใช้ประโยคซ้ำ  

 อะไรคือ chatbot 

chatbot ก็คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนขึ้นสำหรับพูดคุยกับคนจริงผ่านทางอินเตอร์ เน็ตโดยการพิมพ์คุยกัน เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็มี chatbot สัญชาติเกาหลีใต้ตัวหนึ่งเป็นที่ฮิตมากของชาวไทย ถ้ายังจำกันได้ มันคือ Simsimi นั่นเอง Eugene Goostman (EG) ก็เป็น chatbot ตัวหนึ่ง

สิ่ง พิเศษของ  EG ก็คือ มันเพิ่งผ่านการทดสอบ Turing Test ที่ไม่เคยมี chatbot ตัวไหนผ่านมาก่อนเลย EG เป็นรายแรกที่สามารถผ่านการทดสอบ Turing Test ได้

แล้วอะไรคือ Turing Test, 

Turing Test ก็คือการทดสอบว่า chatbot ที่ผู้ทำการทดสอบคุยด้วยแล้ว ถ้าผ่านการทดสอบก็หมายความว่า chatbot ตัวนั้นสามารถหลอกให้คนที่คุยด้วยเข้าใจว่าเป็น คน จริงๆ การจะผ่านการทดสอบ จะต้องหลอกคนคุยด้วยได้มากกว่า 30% หรือคุยด้วย 100 ครั้ง คนคุยด้วยจะต้องถูกหลอกว่าอีกฝั่งที่คุยกับเราเป็นคน ถึง 30 ครั้ง และ EG ก็สามารถทำได้ถึง 33% ด้วยกัน 

ผู้สร้าง EG ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า 
"Our main idea was that he can claim that he knows anything, but his age also makes it perfectly reasonable that he doesn't know everything," said Vladimir Veselov, one of the Eugene's creators, to Griffin. "In the field of Artificial Intelligence there is no more iconic and controversial milestone than the Turing Test, when a computer convinces a sufficient number of interrogators into believing that it is not a machine  but rather is a human. Having a computer that can trick a human into thinking that someone, or even something, is a person we trust is a wake-up call to cybercrime."

"ความ คิดหลักของเราคือเขาอ้างว่าเขารู้ทุกอย่าง แต่อายุของเขา (13 ปี) ทำให้คนคิดว่าเขาไม่ได้รู้ทุกอย่าง"  ผู้สร้าง Eugene กล่าว "ในการศึกษาด้าน AI ไม่มีสิ่งใดสำคัญยิ่งกว่า Turing Test เมื่อคอมพิวเตอร์สามารถหลอกให้คนจำนวนหนึ่งเชื่อว่าเขาเป็นคนจริงๆ ไม่ใช่สมองกล ถ้าคอมพิวเตอร์สามารถหลอกคนได้ มันจะเป็นสัญญาณเตือนภัยเรื่องอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว" 


ลองดูข่าวเต็มๆได้ที่นี่  Meet the first computer to pass the Turing Test.

me: สวัสดี
EG: Err... And what is was? Maybe it was something hexadecimal?


อิอิ EG ยังไม่เข้าใจภาษาไทย
ลองไปคุยดูกับ EG นะครับ แล้วอาจจะได้เพื่อนใหม่ที่เราคิดว่าเป็นเด็กอายุ 13 ปี จริงๆ








วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2557

หนังสือปกหนังมนุษย์ Human-skin-bound book

 มนุษย์มักทำเรื่องที่สัตว์อื่นๆไม่ทำกัน คำกล่าวนี้น่าจะเป็นจริงเสมอ ลองมาดูข้อความตัดจากข่าว CNN


Scientists and conservators carried out a series of tests on Houghton Library's copy of the French writer Arsene Houssaye's "Des destinees de l'ame" and concluded with 99.9% confidence that the binding material came from a human.

นักวิทยาศาสตร์และนักอนุรักษ์ได้ทำการ ทดสอบหนังสือในห้องสมุดโฮตันแต่งโดยนักเขียนชาวฝรั่งเศส อาเซน ฮูเซ เรื่อง "Des destinees de l'ame" (จุดหมายของวิญญาณ) และสรุปด้วยความมั่นใจถึง 99.99% ว่าปกได้ห่อหุ้มด้วยหนังของมนุษย์

conservator - นักอนุรักษ์
carry out (phrasal verb) - ปฏิบัติ ทำ
destinees (destiny) - จุดหมาย ปลายทาง
l'ame (soul) - จิตวิญญาณ
confidence - มั่นใจ
binding - ปกหนังสือ

สรุป ที่มาของข่าวนี้รายงานถึงหนังสือประหลาดเล่มหนึ่ง ที่ถ้าไปอ่านอาจจะไม่รู้สึกอะไร แต่จะคิดต่างไปหลังจากอ่านข่าวนี้แล้ว นั่นคือ ปกหนังสือเล่มนี้ได้ทำจากหนังมนุษย์ โดยที่นักแต่งหนังสือชาวฝรั่งเศสได้แต่งหนังสือเรื่อง จิตวิญญาณ ดังกล่าวขึ้นมา แล้วได้มอบให้เพื่อนที่เป็นหมอชื่อ Bouland เล่มหนึ่ง

ปัญหา คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น หากว่าหมอ Bouland ได้คิดว่าหนังสือดังกล่าวเหมาะกับการห่อปกหนังมนุษย์อย่างยิ่ง เขาได้เขียนโน๊ตทิ้งไว้ในหนังสือว่า

"A book about the human soul deserved to have a human covering," he wrote.

โดยหนังมนุษย์ที่เขาใช้ห่อปกหนังสือนั้นมาจาก ศพของคนไข้ของเขานั่นเอง

อึ๋ย อ่านข่าวแล้วอยากลองไปอ่านหนังสือเล่มนี้กันมั้ยเอ่ย